ในคอร์สจะแบ่งออกมาเป็น 4 step ด้วยกัน


Step 1: “ราคา = ความรู้สึก+คุณค่า+ต้นทุน”

คนไม่ซื้อของเพราะ "ถูก" หรือ "แพง" แต่เพราะ "คุ้ม" หรือ "ไม่คุ้ม"

✅ เพราะฉะนั้น…การตั้งราคาที่ดีต้องสะท้อน 3 อย่างนี้

  1. ลูกค้า > เขา ยอมจ่ายเท่าไหร่ เพื่อแก้ปัญหา?
  2. คุณค่า > จุดขายเราอยู่ตรงไหน? ของเราดีกว่าคนอื่นยังไง?
  3. ต้นทุน > ต้องขาย “ขั้นต่ำเท่าไหร่” ถึงจะไม่เจ๊ง?

✅ สูตรพื้นฐานในการตั้งราคา (Pricing Formula)

ราคาขาย = ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ

ตัวอย่าง
ต้นทุน 100 บาท → อยากได้กำไร 40% → ตั้งราคา = 100 + (100 × 0.4) = 140.-

แต่! สูตรนี้ยังไม่พอ ถ้าไม่รู้จัก “กลยุทธ์” การตั้งราคา

✅ กลยุทธ์การตั้งราคาแบบสูตรสำเร็จ

  • Value-Based Pricing
    ตั้งราคาตาม “คุณค่าที่ลูกค้ารู้สึกได้”
    เหมาะกับ สินค้าพรีเมียม, แบรนด์ที่มี Story
    ตัวอย่างแบรนด์ในไทย : Greyhound, Sretsis, มนต์นมสด – ขายที่ประสบการณ์
  • Penetration Pricing
    เปิดราคาต่ำ เพื่อเข้าตลาดให้ไว
    เหมาะกับ สินค้าใหม่, Start-up
    ตัวอย่างแบรนด์ในไทย : Flash Express, Robinhood – เปิดถูกกว่าคู่แข่งเพื่อแย่งตลาด
  • Premium Pricing
    ตั้งแพงเพื่อตำแหน่งแบรนด์สูง
    เหมาะกับสินค้า luxury, Consulting
    ตัวอย่างแบรนด์ในไทย : Divana Spa, SIRIVANNAVARI, Karmakamet – เจาะลูกค้า high-end
  • Tiered Pricing
    มีหลายระดับราคา → ให้ลูกค้าเลือกเอง
    เช่น Basic / Pro / VIP
    ตัวอย่างแบรนด์ในไทย : The Standard Hotel, Grab Packages, eddu
  • Psychological Pricing
    99 แทน 100 / ตั้งราคา “ดูคุ้ม”
    399 แทน 400 / 1 แถม 1
    ตัวอย่างแบรนด์ในไทย : 7-Eleven, ร้านสะดวกซื้อ, Lazada, Shopee – 199 / 399 / 1 แถม 1

Step 2: "องค์ประกอบของการตั้งราคา"

องค์ประกอบของการตั้งราคา

  • ต้นทุน (Cost)
  • คุณค่า (Value)
  • ความสามารถในการจ่าย (Willingness to pay)
  • ภาพลักษณ์ (Brand Positioning)

🧱 1. ต้นทุน (Cost)

คือ “ฐานที่ต่ำที่สุด” ของราคาขาย

✅ ประกอบด้วย

  • ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ, ค่าแรง, ค่าแพ็ก, ค่าขนส่ง
  • ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่า, การตลาด, เครื่องมือ, ค่าเสียโอกาส
  • Margin ที่ต้องการ กำไรขั้นต้นที่ต้องมี เช่น 30% หรือ 50%

🧠 แนวคิด

ถ้าราคาขายต่ำกว่าต้นทุน = ขาดทุนตั้งแต่เริ่ม
แต่ถ้าราคา “สูงกว่าต้นทุนมากเกินไป” โดยไม่มีเหตุผลที่ลูกค้าเข้าใจ → จะขายยาก

🎯 เครื่องมือแนะนำ

  • Break-Even Calculator (จุดคุ้มทุน)
  • Cost Sheet (แยกต้นทุนละเอียดเพื่อดูต้นทุนต่อหน่วย)

💎 2. คุณค่า (Value)

คือ “สิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่าได้” ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราขาย

✅ คุณค่าที่ลูกค้ารู้สึกได้มี 2 แบบ

  1. Functional Value: ใช้งานได้ดี แก้ปัญหาได้จริง
  2. Emotional Value: รู้สึกดี รู้สึกเท่ ภูมิใจที่ได้ใช้

🧠 แนวคิด

ลูกค้า “ไม่จ่ายเงินกับสินค้า”
เขาจ่ายให้กับ “สิ่งที่เขาได้จากการใช้สินค้า”

🛠 ตัวอย่าง

  • ขวดน้ำเปล่า = 10 บาท (Functional)
  • ขวดน้ำ Evian = 50 บาท (Emotional – สัมผัสหรู)

💰 3. ความสามารถในการจ่าย (Willingness to Pay)

คือราคาที่ “ลูกค้ายินดีจะจ่าย” ไม่ใช่แค่ “เขาจ่ายไหว”

✅ ปัจจัยที่ส่งผล

  • ระดับรายได้ของลูกค้า
  • ขนาด Pain Point ที่สินค้าช่วยแก้
  • แบรนด์คู่แข่งเทียบเคียงที่เขาคุ้นเคย
  • สถานการณ์เร่งด่วน (เช่น น้ำดื่มในคอนเสิร์ต ราคา 40 ก็จ่าย)

🧠 แนวคิด

อย่าตั้งราคาตามสิ่งที่เราคิดว่าคุ้ม
ให้ตั้งตาม “สิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่าเขาคุ้ม” แล้วจ่ายได้

🎯 วิธีทดสอบ

  • สำรวจกลุ่มเป้าหมาย: “คุณยินดีจ่ายเท่าไหร่สำหรับสิ่งนี้?”
  • ทดลองราคา (A/B Testing) ผ่าน Online Campaign

🌟 4. ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Positioning)

คือสิ่งที่กำหนดว่า “ราคาของเราควรอยู่ระดับไหน”

✅ ถ้าตำแหน่งแบรนด์คือ...

  • แบรนด์พรีเมียม → ต้องตั้งราคาสูงกว่าตลาด
  • แบรนด์แมส / เข้าถึงง่าย → ตั้งราคาต้องดู “เป็นมิตร”
  • แบรนด์สายคุณภาพ + Story → ราคาอาจไม่ถูก แต่ต้องอธิบายให้คนเชื่อ

🧠 แนวคิด:

ราคาคือ “สัญญาณทางจิตวิทยา” ที่ลูกค้าใช้ตัดสินคุณภาพ

🛠 ตัวอย่าง:

  • คาเฟ่ขายลาเต้ 65 บาท → แบรนด์ดูธรรมดา
  • คาเฟ่ขายลาเต้ 145 บาท → ต้อง “ทำให้รู้สึกว่าคุ้ม” ด้วย Branding, Experience, Location, Packaging

✨ สรุปแบบเข้าใจง่าย

✅ ต้นทุน คือ “ห้ามขายต่ำกว่านี้”
✅ คุณค่า คือ “ทำให้เขารู้สึกคุ้ม”
✅ ความสามารถในการจ่าย คือ “ราคาที่ลูกค้ายอมควักเงิน”
✅ ภาพลักษณ์แบรนด์ คือ “ราคาที่สะท้อนตัวตนเรา”

กลยุทธ์การตั้งราคา + เคสแบรนด์ไทย

#กลยุทธ์เคสแบรนด์ไทยการใช้งานจริง / Insight
1Cost-Plus Pricing
บวกกำไรคงที่จากต้นทุน
Lotus’sแคมเปญ “ลดค่าครองชีพ” ลดราคาสินค้าจำเป็นแบบต้นทุน + มาร์จินต่ำ เพื่อรักษาฐานลูกค้าแมส
2Value-Based Pricing
ตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้
Starbucks Thailandลาเต้ Tall ~125 บ. สูงกว่าคาเฟ่อื่น แต่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อประสบการณ์/แบรนด์ 
3Penetration Pricing
เปิดตลาดด้วยราคาต่ำ
Flash Expressเปิดตัวด้วยค่าจัดส่งเริ่ม 25 บ. (ต่ำกว่าคู่แข่งครึ่งหนึ่ง) เพื่อเร่งส่วนแบ่งตลาด 


Grab Thailandโปรส่งฟรี–ลด 80 % ดึงผู้ใช้ใหม่ & กระตุ้นออร์เดอร์ซ้ำ 
4Premium Pricing
ตั้งสูงเพื่อสะท้อนแบรนด์หรู
Embassy Diplomat Screens (Major Cineplex)ตั๋ว VIP เริ่ม ~3,400 บ. ใช้บรรยากาศ–บริการบัตเลอร์ตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟ 
5Tiered Pricing
หลายระดับราคาให้เลือก
M Pass (Major Cineplex)แพ็ก Student 350 บ./เดือน vs Regular 450 บ./เดือน—แบ่งกลุ่มกำลังซื้อ 
6Psychological / Charm Pricing
ลงท้าย .9/.99
7-Elevenสินค้ากลุ่มโปรฯ 19 / 29 / 99 บ. + สแตมป์สะสม ช่วยให้ราคา ดูเล็ก และกระตุ้นซื้อซ้ำ 
7Decoy Effect
ตัวเลือก “ล่อ” ให้ลูกค้าเทใจไปตัวกลาง
Major CineplexRegular 200 / Premium 220 / Sofa 380 → ส่วนใหญ่เลือก Premium เพราะต่างจาก Regular แค่ 20 บ. 
8Anchor Pricing
โชว์ราคาสูงก่อนแล้วลด
Grab Mega-Saleแสดง “ลดสูงสุด 80 %” วางราคาปกติเป็นหลักยึดก่อน ทำให้ดีลดูคุ้มยิ่งขึ้น 
9Bundle Pricing
ขายเป็นชุดให้รู้สึกคุ้ม
KFC ชุดไก่ไก่ + มันบด + เครื่องดื่ม ถูกกว่าแยกซื้อ ~15-20 % (ข้อมูลโปรโมชั่นทั่วไป)
10Freemium / Subscription
ใช้ฟรีหรือจ่ายถูกเพื่อรับสิทธิ์
GrabUnlimitedจ่าย 19 บ./เดือน รับส่วนลดค่าส่ง–คูปองมากกว่าค่ารายเดือน สร้างการใช้งานต่อเนื่อง 
11Loss Leader
ขายต่ำกว่าทุนเพื่อดึงคน
7-Eleven (ไข่, น้ำดื่มโปรแรง)ใช้ของถูกล่อเข้าร้าน แล้วทำกำไรจากสินค้าอื่นที่มาร์จินสูง

Step 3: จิตวิทยาการใช้กลยุทธ์ตั้งราคา

กลยุทธ์วิธีทำตัวอย่าง / วิเคราะห์
1. Charm Pricingลงท้ายด้วย .9 หรือ .99 ทำให้รู้สึก “ถูกกว่า”199, 399, 999 → ดูถูกกว่า 200, 400, 1,000 ทั้งที่ต่างกันแค่ 1 บาท
2. Price Anchoringโชว์ราคาปกติไว้ก่อน แล้วค่อยโชว์ “ราคาพิเศษ”“ปกติ 1,490 → ลดเหลือ 690” → ทำให้ 690 ดูคุ้มมาก
3. Decoy Effectมีตัวเลือก “กลางๆ” ที่คุ้มสุด ให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวอื่นแพง/ไม่คุ้มตั๋วหนัง: Regular 180 / Premium 200 / Sofa 380 → คนส่วนใหญ่เลือก Premium
4. Odd-Even Pricingราคาคี่ = รู้สึกถูก / ราคาคู่ = รู้สึกพรีเมียม495 (ขายง่ายกว่า 500), หรือ 2,000 (ดูพรีเมียมกว่า 1,999)
5. Price Framingเปรียบเทียบให้ราคาของเราดูถูกลง โดยมี Reference“แค่วันละ 20 บาท” แทน “600 บาทต่อเดือน”
6. Bundle Pricingรวมหลายอย่างเป็น 1 ราคา → ทำให้รู้สึกคุ้มค่าคอร์ส + Bonus + Template ในราคาเดียว
7. Scarcity & Urgencyใช้คำว่า “เหลือไม่มาก” หรือ “เฉพาะวันนี้” เพื่อเร่งการตัดสินใจ“เพียง 20 ที่นั่ง”, “หมดเขตคืนนี้”
8. Free Illusionการให้ “ฟรี” แม้ลูกค้าจะจ่ายทางอ้อมก็ตาม“ซื้อ 1 แถม 1”, “ส่งฟรี” (แต่บวกราคาไว้แล้ว)
9. Round vs Precisionใช้ราคากลมเมื่อเน้นอารมณ์ ใช้ราคาละเอียดเมื่อเน้นเหตุผลเสื้อผ้า = 1,000 บาท / โน้ตบุ๊ก = 27,498 บาท
10. High-Price Perceptionตั้งแพงกว่าคู่แข่งเพื่อ “แฝงภาพลักษณ์” ว่าคุณภาพดีกว่าสกินแคร์ แบรนด์หรู ตั้งแพงไว้ให้รู้สึกว่า “ของดีกว่า”

"ตั้งราคาจริง" Workshop & Practice

✅ 1. คำนวณราคาขายจากต้นทุนจริง

เป้าหมาย: รู้จุดต่ำสุดที่ "ห้ามขายต่ำกว่านี้"

วิธีทำ

🔹 เขียนต้นทุนทั้งหมดให้ครบ → แยก ต้นทุนตรง (วัตถุดิบ, ค่าจ้าง) + ต้นทุนแฝง (ค่าเช่า, ค่าโฆษณา, เวลา)

🔹 ตั้งเป้ากำไรที่ต้องการ เช่น 40% หรือ 2 เท่าต้นทุน

โดยใช้สูตร ราคาขาย = ต้นทุนรวม / (1 – เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ)

ตัวอย่าง

ต้นทุน 100 บาท → อยากได้กำไร 40%

= 100 / (1 – 0.4) = 166.66 → ตั้งราคาขายขั้นต่ำที่ “ควรได้”

หลังจากที่ได้ต้นทุนจริงแล้ว

✅ 2. ตั้งราคาสินค้า/บริการแบบ Value-Based

เป้าหมาย: ตั้งราคาให้สะท้อนคุณค่า ไม่ใช่แค่ต้นทุน เปรียบเทียบคุณค่าที่ลูกค้าได้รับจริง

วิธีทำ

🔹 เขียน Pain Point ของลูกค้า ที่สินค้าช่วยแก้

🔹 ระบุ “คุณค่า” ที่ลูกค้ารู้สึกว่าได้ → ทั้งใช้งานจริง + ความรู้สึก

🔹 ลองตั้งราคาหลายระดับ แล้วดูว่าราคาไหน “ลูกค้ายังรู้สึกคุ้ม”

ตัวอย่าง

🔹 คอร์สออนไลน์ช่วยปั้นแบรนด์ใน 7 วัน

🔹 แก้ Pain Point ไม่รู้จะเริ่มยังไง / ไม่มีคนช่วย

🔹 Value มีโค้ช+แผนให้ทันที → ตั้งราคาได้ 3,900–5,900 (แม้ต้นทุนต่ำกว่า 1,000)

✅ 3. ออกแบบตารางราคา 3 ระดับ (Basic / Pro / VIP)

เป้าหมาย ให้ลูกค้า “เลือกว่าจะจ่ายเท่าไหร่” ไม่ใช่ “เลือกว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ”

วิธีทำ

🔹 เขียนฟีเจอร์แต่ละระดับแยกกัน → ทำให้ ตัวกลางดูคุ้มที่สุด

🔹 ใช้หลัก Decoy Effect → ตัวล่อแพ็กเกจ VIP ให้แพงไปเลย

🔹 ใส่ประโยคสนับสนุน เช่น “เหมาะกับมือใหม่”, “เลือกมากสุด”, “ครบทุกฟีเจอร์”

ตัวอย่างธุรกิจ รานอาหาร เช่น

Basic Set = ตัวถูกสุดไว้ดึงดูดลูกค้า, ดูเบาและไม่คุ้มเท่า Pro

Pro Set = “ตั้งใจขาย” → ดูคุ้มกว่า Basic มากเมื่อเทียบราคาต่อสิ่งที่ได้

VIP Set = ตัวล่อให้ Pro ดูคุ้ม → ราคาโดดขึ้นเยอะ ทำให้ Pro ยิ่งน่าสนใจ

แพ็กเกจราคาสิ่งที่ได้รับคำสนับสนุน
Basic Set149 บาทอาหารจานหลัก 1 เมนู + น้ำเปล่า 1 ขวดเหมาะกับคนทานเบา ๆ เร็ว ๆ
Pro Set 229 บาทอาหารจานหลัก + เครื่องเคียง + เครื่องดื่ม + ขนมหวานขายดีสุด! อิ่มครบคุ้มกว่าเพิ่มแค่ 80 บาท
VIP Set389 บาททุกอย่างใน Pro + Upgrade เมนูพรีเมียม + Appetizer เพิ่มอีก 1 + Soft drink refillสำหรับสายฟิน ครบจบในมื้อเดียว

✅ 4. ลองสร้าง “ราคา+คำพูด” ที่เปลี่ยน perception ลูกค้าได้

เป้าหมาย: ให้ราคาไม่ดูแพง แต่ “ดูคุ้ม” ขึ้นในใจลูกค้า

เช่น 

🔹 เปรียบราคาให้ดูเป็นรายวัน / ต่อชั่วโมง

🔹 “เพียงวันละ 29 บาท”

หรือ

❌ 5,900 บาท

✅ “5,900 บาท / เรียนรู้จากประสบการณ์ 10 ปีของที่ปรึกษา → ใช้ได้ตลอดธุรกิจของคุณ”


Step 4: "Pricing + Branding + Marketing"

การตั้งราคาที่เชื่อโยงกับแบรนด์และกลยุทธ์การตลาด 

✅ 1. ราคา = ตำแหน่งของแบรนด์ในใจลูกค้า

“ลูกค้าตีความแบรนด์เรา…จากราคา ก่อนรู้จักเราจริง ๆ”

เช่น

แบรนด์ราคาตำแหน่งในใจลูกค้า
Starbucksลาเต้ 125แบรนด์มีสไตล์ มีคลาส
Cafe Amazonลาเต้ 60แบรนด์เข้าถึงง่าย
ปั๊มน้ำมันกาแฟถุงลาเต้ 30แบรนด์เน้นความประหยัด

✅ 2. ใช้ “ราคา” เป็นเครื่องมือสื่อสารตัวตนแบรนด์

Brand Identityกลยุทธ์ราคาที่เหมาะภาษาที่ใช้
หรู / พรีเมียมตั้งสูงกว่าตลาด (Premium Pricing)“ปรุงด้วยเชฟระดับโลก”, “คัดวัตถุดิบเฉพาะฤดูกาล”
เข้าถึงง่าย / แมสราคาตลาด-ต่ำกว่าตลาด“คุ้มทุกคำ”, “เริ่มต้นเพียง 39 บาท”
สายครีเอทีฟ / อินดี้ตั้งกลาง-สูง + มี Story“แบรนด์ท้องถิ่นที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด”
เทคโนโลยี / สะดวก / ว่องไวFreemium หรือ Subscription รายเดือน“ใช้ฟรีก่อนจ่าย”, “จ่ายแค่ที่คุณใช้”

✅ 3. ตั้งราคายังไงให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การตลาดทั้งหมด

3 เรื่องที่ต้อง “ไปด้วยกัน”

ด้านต้องสอดคล้องกันยังไง
ราคา (Pricing)บอก Positioning ชัด ไม่หลุดบุคลิก
โปรโมชัน (Promotion)ไม่ลดบ่อยจนเสียแบรนด์ เช่น แบรนด์พรีเมียมควรใช้โบนัสแทนส่วนลด
คอนเทนต์ / แบรนด์โทนถ้าราคาแพง แต่คอนเทนต์ตลกเกินไป = ลูกค้าสับสน ไม่กล้าซื้อ

ตัวอย่าง

✨  ถ้าเป็นแบรนด์สุขภาพระดับสูง → ภาพต้องคลีน / คำต้องมินิมอล / ราคาไม่ลดพร่ำเพรื่อ

✨  ถ้าเป็นแบรนด์ “คุ้ม-ประหยัด-แมส” → คอนเทนต์ต้องพูดง่าย / ราคาเห็นชัด / มีโปรชัดเจน

✨ สรุป Key Message

ราคาคือ "สัญญาณแบรนด์"

ถ้า “ราคาถูกแต่ภาพลักษณ์หรู” → ลูกค้าสับสน

ถ้า “ภาพลักษณ์แมสแต่ราคาสูง” → ลูกค้ารู้สึกไม่คุ้ม

การตลาด + แบรนด์ + ราคา = ต้องไปในทางเดียวกัน ถึงจะขายดีและโตยาว